
ชื่อสมุนไพร กะเพรา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น กำก้อขาว, กำก้อดำ, กำก้อแดง (ภาคเหนือ), กะเพราแดง, กะเพราขาว, กะเพราขน (ภาคกลาง), อีตู่ไทย, อีตู้ข้า (ภาคอีสาน), ห่อกว่อซู, ห่งตู้ปลู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), อิมคิมหลำ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum sanctum Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ocimum tenuiflorum Linn.
ชื่อสามัญ Holy basil, Sacred Basil, Tulsi, Tulasi
วงศ์ Lamiaceae
ถิ่นกำเนิดกะเพรา
ต้นกะเพราเป็นพืชพื้นเมืองของเขตร้อนในถิ่นโลกเก่า คือ บริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชีย และแอฟริกา แต่พบมากในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศอินเดีย, ศรีลังกา, เนปาล, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา ฯลฯ โดยสามารถพบกะเพรา ได้ทั้งในแบบที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ และแบบที่ปลูกไว้เพื่อใช้ประโยชน์ เช่น ใช้เป็นอาหาร, สมุนไพรรักษาโรค หรือ ใช้ในด้านพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น
รูปแบบและขนาดวิธีใช้กะเพรา
- กะเพราใช้ลดอาการท้องอืดเฟ้อ ขับลม ปวดท้อง โดยใช้ใบสด 1 กำมือ (น้ำหนักสดประมาณ 25 กรัม หรือ ใบแห้ง 4 กรัม ต้มให้เดือด เอาแต่น้ำดื่ม หรือ จะใช้ใบกะเพราแห้ง ชงกับน้ำดื่มเป็นยาขับลม ถ้าป่นเป็นผงให้ชงกับน้ำรับประทาน ในเด็กอ่อนใช้ใบสด ใส่เกลือเล็กน้อยบดให้ละเอียดผสมน้ำผึ้งหยอดให้เด็กอ่อนเพิ่งคลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2-3 วัน จะช่วยขับลม และถ่ายขี้เทา
- ใช้ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) โดยใช้ใบและยอดสด 1 กำมือ (ประมาณ 25 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม หรือ ใช้กะเพราทั้ง 5 ทั้งสด หรือ แห้ง ชงน้ำดื่ม รับประทานเด็กอ่อน ใช้ใบสด 3-4 ใบ ผู้ใหญ่ ใบแห้ง 1 กำมือ หรือ ใบสด 25 กรัม หรือ ผงแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 2 ช้อนแกง
- ใช้แบบยาภายใน เด็กอ่อน-ใช้ใบสด ใส่เกลือเล็กน้อย บดให้ละเอียด ผสมน้ำผึ้ง หยอดให้เด็กอ่อนเพิ่งคลอด 2-3 หยด เป็นเวลา 2-3 วัน จะช่วยขับลม และถ่ายขี้เทา ผู้ใหญ่-ใช้ใบกะเพรา แห้ง ชงกับน้ำดื่ม เป็นยาขับลม ถ้าป่นเป็นผง ให้ชงกับน้ำรับประทาน
- ใช้แบบยาภายนอก ใช้ใบสดทาบริเวณท้องเด็กอ่อน จะลดอาการท้องขึ้น ท้องเฟ้อได้ หรือ ใช้ใบสดคั้นกับมหาหิงค์ทารอๆ สะดือ และฝ่าเท้าก็ใช้ได้เช่นกัน
- ยาเพิ่มน้ำนมในสตรีหลังคลอดใช้ใบกะเพราสด 1 กำมือ แกงเลียงรับประทานบ่อยๆ หลังคลอดใหม่ๆ
- ใช้เป็นยารักษากลากเกลื้อนใช้ใบสด 15-20 ใบ ตำ หรือ ขยี้ให้น้ำออกมา ใช้ทาถูตรงบริเวณที่เป็นกลาก ทาวันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหาย
- ใช้เป็นยารักษาหูด ใช้ใบกะเพราแดงสด ขยี้ทาตรงหัวหูด เข้า-เย็น จนกว่าหัวหูดจะหลุด
- เมล็ดกะเพราเมื่อนำไปแช่น้ำเมล็ดจะพองตัวเป็นเมือกขาว เมือกนี้สามารถใช้พอกบริเวณตาเมื่อตามีผล หรือ ฝุ่นละอองเข้า ผง หรือ ฝุ่นก็จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำให้ตาช้ำอีกด้วย
- ใช้รากกะเพราที่แห้งดีแล้วนำมาชง หรือ ต้มกับน้ำร้อนเพื่อดื่มซึ่งสามารถใช้บรรเทาโรคธาตุพิการ หรือ อาหารไม่ย่อยได้
- ช่วยแก้ลมพิษ ด้วยการใช้ใบกะเพราประมาณ 1 กำมือ นำมาตำผสมเหล้าขาวแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
- ใช้เป็นยาสมุนไพร ใช้ไล่ หรือ ฆ่ายุงใช้ทั้งใบสด และกิ่งสด 1 กิ่งใหญ่ๆ เอาใบมารขยี้ แล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว จะช่วยไล่ยุงได้ และยังสามารถไล่แมลงได้ด้วย น้ำมันกะเพรา เอาใบสดมากลั่น จะได้น้ำมันกะเพรา ซึ่งมีคุณสมบัติไล่ยุงได้ดีกว่าต้นสดๆ
ลักษณะทั่วไปของกะเพรา
โดยทั่วไปแล้วกะเพรา จะมีอยู่ 2 พันธุ์ คือ กะเพราขาวและกะเพราแดงอยู่ในวงค์ของยี่หร่า โดยมีจุดสังเกต คือ กะเพราขาวมีใบ และกิ่งสีเขียวอ่อนส่วนกะเพราแดงมีใบ และกิ่งสีเขียวอมม่วงแดง และ กะเพราแดงมีกลิ่นแรงกว่ากะเพราขาว ส่วนลักษณะทางพฤกษศาสตร์อื่นๆ ก็เหมือนกันเกือบทั้งหมด คือ จัดเป็นไม้พุ่ม สูง 30-60 ซม. โคนต้นค่อนข้างแข็ง กะเพราแดงลำต้นสีแดงอมเขียว ส่วนกะเพราขาวลำต้นสีเขียวอมขาว ยอดอ่อนมีขนสีขาว ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปรี กว้าง 1-3 ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบแหลม ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบสีเขียว มีขนสีขาว ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกสีขาวแกมม่วงแดงมีจำนวนมาก กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายเรียวแหลม ด้านนอกมีขน กลีบดอกแบ่งเป็น 2 ปาก ปากบนมี 4 แฉก ปากล่างมี 1 แฉก ปากล่างยาวกว่าปากบน มีขนประปราย เกสรเพศผู้มี 4 อัน ผล เป็นผลแห้ง เมื่อแตกออกจะมีเมล็ด สีดำ รูปไข่

การขยายพันธุ์กะเพรา
กะเพราเป็นพืชที่ขึ้นง่ายเพียงแค่เมล็ดที่แห้งแตก และตกไปบนดิน หากได้น้ำ และอุณหภูมิที่เหมาะสมก็สามารถงอกขึ้นเป็นต้นได้แล้ว ดังนั้นในการขยายพันธุ์กะเพราจึงนิยมใช้เมล็ดในการเพาะต้นกล้าขึ้นมา โดยหว่านกล้าพันธุ์ลงแปลงที่จะใช้เพาะต้นกล้า หลังจากนั้นจะให้น้ำ 1-2 ครั้ง/วัน จนกล้าแตกใบแท้ 2-5 ใบ ก็สามารถขุดต้นกล้าเพื่อย้ายลงปลูกในแปลง
ในการย้ายต้นกล้า ควรให้มีดินติดรากอยู่ด้วย และควรปลูกทันทีเมื่อมีการถอนย้ายส่วนระยะที่ปลูกในระหว่างแถว และหลุมปลูก ที่ 20-40 x 20-40 เซนติเมตร หากปลูกเพื่อการค้ามักปลูกในระยะถี่ขึ้น เช่น 20-30 x 20-30 เซนติเมตร หลังจากปลูกเสร็จให้รดน้ำให้ชุ่ม
ด้านการดูแลควรให้น้ำหลังจากปลูกวันละ 1-2 ครั้ง หรือ อาจให้วันเว้นวันเมื่อต้นกะเพรา แตกกิ่งเป็นพุ่มใหญ่และให้ปุ๋ยคอก อัตรา 200 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กก./ไร่ หลังปลูกประมาณ 2-4 อาทิตย์ เมื่อต้นกล้าตั้งต้นได้แล้ว การเก็บกะเพราจะเริ่มเก็บได้หลังการปลูก 40-50 วัน และเก็บได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายเดือน (หากไม่มีการเก็บโดยการถอนทั้งต้น) ซึ่งควรเก็บกิ่งแก่ในระยะก่อนออกดอก หรือ เริ่มออกดอกซึ่งจะได้กะเพรา ที่มีกลิ่นหอมแรง
